หน้าแรก › บทความ › เอกสารและกฎหมาย

วิธีโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุก เอกสารและขั้นตอนที่กรมการขนส่ง

7 พฤศจิกายน 2569 · อ่านประมาณ 8 นาที

เมื่อตกลงซื้อขายรถบรรทุกมือสองเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุก 4 ล้อใหญ่ 6 ล้อ 10 ล้อ หรือรถหัวลาก ขั้นตอนที่สำคัญและมองข้ามไม่ได้เด็ดขาดคือ การโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุก ณ สำนักงานขนส่งทางบก เพื่อให้ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเล่มทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย คุ้มครองสิทธิ์ของผู้ซื้อ และตัดภาระความรับผิดชอบทางกฎหมายของผู้ขายได้อย่างสมบูรณ์

การโอนรถบรรทุกมีความแตกต่างและซับซ้อนกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั่วไป เนื่องจากรถบรรทุกส่วนใหญ่เข้าข่ายพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง การติดตั้งระบบ GPS และมาตรฐานอุปกรณ์ความปลอดภัย วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเอกสารที่ต้องใช้ ขั้นตอนการดำเนินการ และข้อควรระวังมาให้ผู้ประกอบการและเจ้าของรถได้ศึกษาก่อนเดินทางไปขนส่ง

ทำความเข้าใจ: รถบรรทุกป้ายขาว vs รถบรรทุกป้ายเหลือง

ก่อนเตรียมเอกสาร คุณจำเป็นต้องทราบก่อนว่ารถบรรทุกคันที่ซื้อขายจดทะเบียนในรูปแบบใด เพราะเงื่อนไขด้านเอกสารจะแตกต่างกันออกไป:

  • ป้ายทะเบียนพื้นสีขาว (รหัส 80-89): รถบรรทุกส่วนบุคคล สำหรับใช้งานในกิจการของตนเอง ไม่ได้รับจ้างขนส่งสินค้าให้ผู้อื่น เช่น ขนย้ายพืชผลทางการเกษตรของไร่ตนเอง หรือส่งสินค้าของโรงงานตนเอง
  • ป้ายทะเบียนพื้นสีเหลือง (รหัส 70-79): รถบรรทุกไม่ประจำทาง หรือรถบรรทุกรับจ้างสาธารณะ ใช้สำหรับรับจ้างขนส่งสิ่งของทั่วไป ผู้ครอบครองต้องมีใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลหรือขนส่งสาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนรถบรรทุก

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นจะช่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเที่ยวกลับมาแก้ไข โดยแบ่งเอกสารออกตามประเภทบุคคล ดังนี้:

1. เอกสารหลักของตัวรถ

  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียนตัวจริง) ที่มีรายการบันทึกครบถ้วน
  • แบบคำขอโอนและรับโอน ซึ่งกรอกข้อความและลงลายมือชื่อทั้งผู้โอน (ผู้ขาย) และผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) ครบถ้วน
  • หนังสือสัญญาซื้อขายรถ ใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษี (กรณีซื้อจากนิติบุคคลหรือเต็นท์รถ)
  • หลักฐานการจัดให้มีระบบ GPS ที่เชื่อมต่อข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก (สำหรับรถบรรทุกประเภทที่กฎหมายบังคับ)

2. เอกสารฝั่งผู้ขาย (ผู้โอน)

  • กรณีบุคคลธรรมดา: สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง (หากมีการเปลี่ยนชื่อ-สกุล ต้องแนบหลักฐานด้วย)
  • กรณีนิติบุคคล: สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (อายุไม่เกินที่กรมการขนส่งกำหนด ปกติไม่เกิน 3-6 เดือน) และสำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตราบริษัท (ถ้ามี)
  • หนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ถูกต้อง พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ (กรณีเจ้าของเดิมไม่ได้มาดำเนินการเอง)

3. เอกสารฝั่งผู้ซื้อ (ผู้รับโอน)

  • กรณีบุคคลธรรมดา: สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
  • กรณีนิติบุคคล: สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล และสำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
  • เอกสารประกอบการขนส่ง: สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่งของผู้รับโอน หรือหนังสือยินยอมให้นำรถเข้าบรรจุในใบอนุญาตประกอบการขนส่ง (กรณีนำรถไปเข้าร่วมกับผู้ประกอบการรายอื่น)
  • หนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ (กรณีผู้ซื้อไม่ได้มาดำเนินการเอง)

ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุก ณ สำนักงานขนส่ง

การโอนรถบรรทุกต้องดำเนินการ ณ สำนักงานขนส่งที่รถคันนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ (ดูจากจังหวัดและเขตพื้นที่ที่ระบุในเล่มทะเบียน) โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้:

  1. นำรถเข้าตรวจสภาพ: ขับรถบรรทุกเข้าช่องตรวจสภาพรถของสำนักงานขนส่ง เจ้าหน้าที่จะตรวจเช็กเลขคัสซี เลขเครื่องยนต์ ขนาดกระบะบรรทุก สภาพความมั่นคงแข็งแรง อุปกรณ์ความปลอดภัย แผ่นสะท้อนแสง และสัญญาณ GPS
  2. ยื่นเอกสารคำขอ: นำผลการตรวจสภาพรถพร้อมชุดเอกสารคำขอโอน ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนรถบรรทุกเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร สิทธิ์ในใบอนุญาตประกอบการ และประวัติทางภาษี
  3. ชำระค่าธรรมเนียมและภาษี: เมื่อเอกสารผ่านการตรวจสอบ จะเข้าสู่ขั้นตอนชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าคำขอ ค่าตรวจสภาพรถ รวมถึงค่าอากรแสตมป์ซึ่งคิดตามอัตราประเมินราคาซื้อขายของกรมการขนส่งทางบก (หากภาษีประจำปีขาด ต้องชำระภาษีและเบี้ยปรับให้เรียบร้อย)
  4. รับเล่มทะเบียนและเอกสาร: รอรับใบคู่มือจดทะเบียนรถที่มีการพิมพ์สลักหลังเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ใหม่ ตรวจสอบความถูกต้องของชื่อ-นามสกุล และรายละเอียดรถก่อนเดินทางกลับ

ตารางสรุปค่าธรรมเนียมโดยประมาณ

รายการค่าใช้จ่ายลักษณะการจัดเก็บหมายเหตุ
ค่าคำขอตามอัตรามาตรฐานของกรมฯคิดเป็นรายการคำขอ
ค่าธรรมเนียมการโอนตามประเภทรถและกฎหมายขนส่งชำระต่องวดการโอน
ค่าตรวจสภาพรถคิดตามประเภทขนาดรถตรวจที่ขนส่งโดยตรง
ค่าอากรแสตมป์ประเมินตามมูลค่าซื้อขายจริงหรือราคาประเมินกลางแนะนำสอบถามเจ้าหน้าที่ประเมิน ณ วันโอน
ค่าใบคู่มือ/แผ่นป้ายใหม่ชำระเฉพาะกรณีเล่มชำรุด หรือย้ายปลายทางเปลี่ยนป้ายขึ้นอยู่กับกรณี

*หมายเหตุ: อัตราค่าธรรมเนียม ค่าอากร และระเบียบปฏิบัติอาจมีการปรับปรุงตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก แนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่แน่นอนกับสำนักงานขนส่งพื้นที่ก่อนวันดำเนินการ

ข้อควรระวังสำคัญก่อนซื้อขายและโอนรถบรรทุก

คำเตือนเรื่องการโอนลอย: การซื้อขายรถบรรทุกด้วยวิธี "โอนลอย" (เซ็นเอกสารไว้แต่ยังไม่ไปเปลี่ยนชื่อที่ขนส่ง) มีความเสี่ยงสูงมาก หากผู้ซื้อนำรถไปเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง บรรทุกน้ำหนักเกิน หรือมีคดีความทางกฎหมาย ผู้ขายที่มีชื่อในเล่มทะเบียนยังคงต้องร่วมรับผิดชอบทางกฎหมาย ดังนั้นควรนัดโอนตรงที่สำนักงานขนส่งเสมอ

  • ตรวจสอบสถานะ GPS: รถบรรทุกตามกฎหมายขนส่งส่วนใหญ่ต้องมี GPS ที่ส่งข้อมูลเชื่อมต่อกับกรมการขนส่งทางบก หากสัญญาณขาดหายหรือไม่ผ่านเกณฑ์ จะไม่สามารถตรวจสภาพผ่านได้
  • การดัดแปลงสภาพตัวรถ: หากรถมีการต่อเติมคอก เสริมแหนบ เปลี่ยนเครื่องยนต์ หรือเปลี่ยนกระบะบรรทุก ต้องมีใบวิศวกรรับรองและแจ้งลงเล่มทะเบียนให้ถูกต้อง หากดัดแปลงโดยไม่แจ้ง จะไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้
  • คดีความและการอายัดทะเบียน: ตรวจสอบว่ารถติดค้างค่างวดไฟแนนซ์ มีคำสั่งอายัดทางคดี หรือมียอดใบสั่งจราจรค้างชำระหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเอกสารติดค้างที่เคาน์เตอร์ขนส่ง

คำถามที่พบบ่อย

1. บุคคลธรรมดาที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบการขนส่ง สามารถซื้อและโอนรถบรรทุกได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับประเภทป้ายทะเบียน หากเป็นรถบรรทุกส่วนบุคคล (ป้ายขาว รหัส 80 ขึ้นไป) บุคคลธรรมดาสามารถครอบครองได้โดยยื่นเอกสารแสดงความจำเป็นในการใช้รถเพื่อกิจการส่วนตัว แต่หากเป็นรถบรรทุกรับจ้าง (ป้ายเหลือง รหัส 70 ขึ้นไป) จะต้องมีใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หรือนำรถไปยื่นหนังสือเข้าร่วมกับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง

2. โอนรถบรรทุกข้ามจังหวัด ต้องทำอย่างไร?

สามารถทำเรื่องแจ้งย้ายรถออก ณ สำนักงานขนส่งต้นทางก่อน หรือทำเรื่อง "แจ้งย้ายรถเข้าพร้อมโอนกรรมสิทธิ์" ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดปลายทางได้โดยตรง ซึ่งวิธีแจ้งย้ายเข้าพร้อมโอนปลายทางจะสะดวกกว่า ไม่ต้องขับรถไปกลับหลายรอบ โดยต้องนำรถเข้าตรวจสภาพที่ขนส่งปลายทางด้วย

3. รถบรรทุกที่ติดไฟแนนซ์อยู่ จะโอนกรรมสิทธิ์ได้เมื่อไหร่?

ต้องทำการปิดบัญชีสินเชื่อเดิมให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้สถาบันการเงินเซ็นโอนกรรมสิทธิ์คืนมา หรือทำการเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อ (เปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อกับทางไฟแนนซ์) ซึ่งกรณีเปลี่ยนสัญญา กรรมสิทธิ์จะยังคงเป็นของไฟแนนซ์จนกว่าจะผ่อนชำระครบตามสัญญา

4. ใช้เวลานานแค่ไหนในการโอนรถบรรทุกที่ขนส่ง?

หากเอกสารครบถ้วน รถผ่านการตรวจสภาพโดยไม่มีรายการดัดแปลงผิดกฎหมาย และสัญญาณ GPS ทำงานปกติ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวันทำการ แนะนำให้เดินทางไปถึงสำนักงานขนส่งตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อความรวดเร็ว

สรุปภาพรวมการโอนรถบรรทุก

การโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกไม่ใช่เรื่องยาก หากผู้ซื้อและผู้ขายเตรียมความพร้อมเรื่องเอกสาร ใบอนุญาตประกอบการขนส่ง และตรวจเช็กสภาพความถูกต้องของตัวรถล่วงหน้า การดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณใช้งานรถในธุรกิจได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยจากปัญหาข้อพิพาทในอนาคต

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหารถบรรทุกมือสองสภาพดีเพื่อขยายกิจการ สามารถเข้าไปเลือกชมคันที่ถูกใจได้ที่หน้า ดูประกาศรถ หรือหากคุณกำลังวางแผนงบประมาณเรื่องค่างวด สามารถคำนวณเบื้องต้นได้ง่ายๆ ผ่าน เครื่องคำนวณสินเชื่อ และสำหรับเจ้าของรถที่ต้องการเปลี่ยนรถคันเก่าเป็นทุน สามารถเข้ามา ลงประกาศฟรี ได้ทันทีที่ KaiRoj.com ตลาดซื้อขายรถบรรทุกและยานพาหนะเชิงพาณิชย์ชั้นนำของไทย

มีรถบรรทุกหรือเครื่องจักรอยากขาย? ลงประกาศฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย+ ลงประกาศฟรีดูประกาศทั้งหมด